การเคลื่อนไหวพื้นฐาน สำคัญอย่างไร…..

0
3571


สวัสดีครับท่านผู้ปกครองเด็กๆ และแฟนๆ ที่ติดตามให้กำลังใจกับพวกเรา ชาวลำนารายณ์ยูไนเต็ด ทุกท่าน         วันนี้ผมจะมาตอบคำถามที่อาจค้างคาใจอยู่ เมื่อตอนที่ผมเริ่มฝึกสอนให้เด็กๆ เมื่อปี 2010 (ปฐมบท T&B 2010) ที่ผมนำเรื่องทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายไปสอนให้เด็กๆ ก่อนเป็นลำดับแรก เด็กบางคนมาเจอสอนเดินแกว่งแขน ก็เลิกเลย คิดว่าจะได้เตะลูกบอล อยากแบ่งทีมอย่างเดียว 555 พอมาเจอสอนท่าเดิน แกว่งแขน ยกเข่า ดีดส้น สอนวิ่ง เด็กที่ทนอยู่ก็คงจะงงเหมือนคนนั่งดูข้างสนาม บางวันก็เอาสีสเปร์ยมาพ่นถนนให้เป็นตาราง มี 9  ช่อง แล้วก็ขยับขากันไปมา อยู่ในช่อง 9 ช่องนั่นแหละ ไม่ต้องวิ่งแยอะ ไม่ต้องวิ่งไกล งงกันทั้งบาง เอาลูกเค้ามาฝึกฟุตบอล แต่เห็นเตะบอลหน่อยเดียวเอง ถึงว่าแข่งครั้งแรกโดนยิงซะแยอะเลย เดี๋ยววันนี้จะมาเล่าให้ฟังกันครับ ว่าทำไปทำไม และขออนุญาตพื้นที่ตรงนี้ ไม่ใช้ภาษาทางวิชาการ เพื่อเข้าความใจในภาพรวมอย่างง่ายๆ

ก่อนอื่น ผมจะพาทุกท่านกลับไปย้อนอดีตของลูกหลานท่านกัน วินาทีแรกที่เขาออกจากท้องคุณแม่ทั้งหลาย เราจะได้ยินเสียงร้องของเขากันแล้ว (ลืมตา อ้าปากเป็นเอง โดยธรรมชาติ) หลุดจากมือหมอ สู่มือพยาบาล ก็ถูกจับห่อผ้า นอน มือขาขยับเป็นเองโดยธรรมชาติ หิวก็อ้าปากร้องส่งเสียง กาลเวลาผ่านไป ก็เริ่มจับนอนคว่ำ เริ่มคลาน เกาะยืน เดิน วิ่ง ทุกอย่างที่ลูกหลานเราได้ ท่าทางต่างๆ เหล่านี้ วิวัฒนาการต่างๆ เหล่านี้  เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ เพราะร่างกายมนุษย์เรานั้น มีกลไกต่างๆ ทำงานสอดประสานกันอยู่อย่างเป็นระบบ ทั้งระบบประสาท ระบบโครงร่าง และระบบกล้ามเนื้อ  ทำให้สามารถเคลื่อนไหวได้ในชีวิตประจำวัน ลองคิดทบทวนดูซิครับว่า เราได้สอนเขาร้องไห้ไหม  สอนเขาเดินกันหรือเปล่า เปล่าเลยน่ะครับ ธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์จากกลไกทั้ง 3 ระบบ ข้างต้นทั้งนั้น และการเคลื่อนไหวเหล่านี้ก็คือการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน  เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด การหมุนตัว ก้มตัว ยืดตัว(เงย) เป็นต้น

เอ๊ะ ? เมื่อทุกคนทำเป็นอยู่แล้วทำไมยังต้องสอนกันอีกล่ะ สงสัยใช่ไหมครับ

คงไม่มีใครปฎิเสธว่า การเดิน วิ่ง กระโดด ก้ม เงย ฯลฯ การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการเคลื่อนไหวที่เราใช้ในชีวิตประจำวันที่สามารถนำไปใช้ในการเล่นกีฬาได้ทุกชนิดอยู่แล้ว แต่อย่าลืมน่ะครับว่า นอกจากการเคลื่อนไหวพื้นฐานที่กล่าวมานี้ ยังมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการเล่นกีฬาอยู่อีกมากมายเช่น การสไลด์ตัวไปด้านข้าง การวิ่งไขว้ขา การวิ่งถอยหลัง การกระโดดขาเดียว ฯลฯ และเราจะนำการเคลื่อนไหวเรานี้มาใช้ในกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร หากเราไม่ฝึกฝนพัฒนา

พอเห็นภาพเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวพื้นฐานอย่างคร่าวๆ กันบ้างแล้วน่ะครับ คราวนี้มาตามกันแบบเจาะลึกลงไปอีกนิดว่าทำไมต้องฝึกให้เด็กๆ เหล่านั้น  ลองสังเกตลูกๆ ดูนะครับว่า เวลาลูกเราเดิน แขนกับขา ทำงานสัมพันธ์กันไหมตามธรรมชาติ  บางท่านอาจจะเห็นความพิเศษของลูกเรา เวลาเดิน แขนขาไปพร้อมกันเลย (ก้าวเท้าขวาพร้อมกับแกว่งแขนขวาไปข้างหน้าพร้อมกัน) หรือบางคน แขนไม่แกว่งเลย  บางคนเวลาวิ่งก็ดูขัดๆ ตัวแข็งๆ แขนบิดออกทางด้านซ้ายทีขวาที (วิ่งตัวส่าย) บางคนวิ่งลากขา ไม่งอเข่า ไม่ยกเข่า อาการเหล่านี้ล่ะครับที่เราต้องแก้ไข ให้กับพวกเขา ให้มีท่าทางที่ถูกต้องตั้งแต่เด็กๆ เพราะมีผลต่อการพัฒนาการเคลื่อนไหวขั้นต่อไป

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่า การเคลื่อนไหวเกิดจากการทำงานของอวัยวะในร่างกาย 3 ส่วนประกอบกัน คือ ระบบประสาท ระบบโครงร่าง และระบบกล้ามเนื้อ  เราจะตามกันไปดูว่าสิ่งมหัศรรย์ทั้ง 3 มีหน้าที่อะไรกันบ้างและทำงานกันอย่างไร

ระบบประสาท  มีหน้าที่ควบคุมและสั่งการให้ ระบบโครงร่าง และกล้ามเนื้อทำงานเคลื่อนไหว

ระบบโครงร่าง (กระดูกและข้อต่อ)  มีหน้าที่ยึดร่างกายให้คงรูป รองรับน้ำหนักตัว และบังคับให้ร่างกายเกิดการเคลื่อนไหว

ระบบกล้ามเนื้อ เป็นส่วนที่ห่อหุ้มติดอยู่กับกระดูก ทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานหรือแรง เมื่อได้รับคำสั่งจากระบบประสาท ทำงานโดยการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดแรงบังคับให้ระบบโครงร่างเกิดการเคลื่อนไหว

กลไกทั้ง 3 ระบบจึงทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน เมื่อร่างกายต้องการเคลื่อนไหว สมองก็จะเกิดความคิดรับรู้และส่งคำสั่งผ่านเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื่อรับรู้คำสั่งก็จะทำงานโดยการหดตัวเพื่อให้เกิดแรงทำให้ระบบโครงร่างกระดูกข้อต่อเกิดการเคลื่อนไหวตามลำดับ

มาถึงตรงนี้อาจะดูหนักๆ เครียดๆ ก็ทนๆ กันหน่อยน่ะครับ จะได้พาไปต่อเพื่อความเข้าใจในหลักการการเคลื่อนไหว

จากการเรียนรู้การทำงานร่วมกันของ กลไกทั้ง 3 ระบบ จะเห็นคำว่า แรง อยู่ใช่ไหมครับ

“แรง” คือ ปัจจัย ที่ทำให้ระบบโครงร่าง เกิดการเคลื่อนไหว ดังนั้น เราจึงต้องควรเรียนรู้เรื่องการควบคุมแรง เพราะหากเราควบคุมไม่ได้ ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ดังนั้น จะพาไปดูกันแบบง่ายๆ อีกนิดว่า เราจะควบคุมมัน เราต้องรู้จักอะไรบ้าง

1.การรับแรง คือการจัดท่าทางระเบียบร่างกายให้เหมาะสม กับกิจกรรมที่กำลังปฏิบัติ เพื่อลดแรงเสียดทานอากาศ หรือแรงโน้มถ่วงขณะเคลื่อนที่  เช่น ท่าวิ่ง เราควรเอนตัวไปข้างหน้า  เพื่อให้ใช้แรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยกเข่าสูงเพื่อหนีแรงโน้มถ่วง เป็นต้น

2.การใช้แรง คือการปฎิบัติที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความแข็งแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการยืดและหดตัวได้ดี มีผลต่อการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากเราฝึกอย่างถูกหลักวิธีเป็นประจำ ความแข็งแรงย่อมเกิดการพัฒนาสม่ำเสมออย่างแน่นอน

3.ความสมดุลย์ คือ การควบคุมน้ำหนักตัวเพื่อต้านทานแรงเหวี่ยง จากการถ่ายเทน้ำหนักขณะเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้ร่างกายสูญเสียการทรงตัว (สร้างจุดศูนย์ถ่วง) ซึ่งจะส่งผลให้แรงถูกใช้ไปกับการเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ คำอธิบายเหล่านี้แบบคร่าวๆ สำคัญต่อการจัดลงในโปรแกรมฝึกซ้อมกีฬาฟุตบอลไหมครับ

ก่อนจากกันวันนี้ ต้องขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่อ่านไม่จบเพราะไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องเชิงวิชาการ สำหรับท่านที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้ ผมต้องขอขอบคุณที่อดทนอ่านจนจบน่ะครับ

……Boongky…….

ทิ้งคำตอบไว้